ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หางาน

๔ เม.ย. ๒๕๖๙

หางาน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๕๓. เรื่อง “เปลี่ยนงาน”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมกำลังจะตัดสินใจบางอย่างซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตครับ ตอนนี้มันสับสนงุนงงไปหมด ปรึกษาหลายคนแล้วมันไม่ขาด เลยจะขอความเมตตาจากหลวงพ่อ ขอธรรมะหลวงพ่อช่วยชี้ทางให้ครับ

ผมกำลังจะเปลี่ยนงานย้ายบริษัทที่จะมีความก้าวหน้าในอาชีพ ได้ขึ้นสายบริหารและรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องแลกกับเวลาที่ลดลง ทั้งเวลาในแต่ละวันและวันหยุดมันจะลดลง มันจะทำให้ผมมาวัดได้น้อยลง มาอยู่วัดก็น้อยลง รู้สึกเหมือนผมกำลังตัดรอนโอกาสตัวเองที่จะปฏิบัติธรรมและอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ อีกทั้งมีความกังวลในที่ทำงานใหม่ว่าจะอยู่ได้ไหม จะทำได้ไหม สิ่งที่จะกราบขอคำแนะนำและแนวทางคือ

๑. ผมคิดไม่ตกว่าควรจะอยู่ที่เดิม หรือเปิดรับโอกาสใหม่ดี กลัวจะทำไม่ได้ กลัวและกังวลไปหมด

๒. หากไปที่ใหม่ เวลาว่างจะลดลง การมาวัดปฏิบัติธรรมก็ลดลง เหมือนเอาเรื่องทางโลกมาแลกกับการปฏิบัติธรรม

ผมควรคิดอย่างไรดี หากเรื่องไม่เหมาะสม กราบขอขมาครับ ขอบพระคุณหลวงพ่อ

ตอบ : นี่พูดถึงเรื่องหน้าที่การงาน ถ้าหน้าที่การงานนะ ใครทำงานก็แล้วแต่ต้องการความเจริญ ความก้าวหน้าในการทำงานของตน ถ้าความก้าวหน้าในการทำงานของตน โอกาสมาแล้วๆ เราต้องคว้าไว้ คว้าไว้เลย

ฉะนั้น พอคว้าไว้แล้ว บอกว่า มันเป็นการแลกกันระหว่างการทำงานในปกติ ก็ทำงานปกติ แล้วมีเวลาไปวัดไปวา ได้อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ แล้วถ้าทำงานใหม่ หน้าที่รับผิดชอบมันสูงขึ้น สูงขึ้น เวลาของตัวเองก็ต้องลดน้อยลง เวลาจะปฏิบัติธรรมก็ลดลง

มันกังวลทั้งโลกและธรรมไง

ทางโลกๆ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีโอกาสไง เราได้ใกล้ชิด เราได้ฟังธรรม เราได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่เป็นหลักเป็นชัย อย่างเช่นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านยืนยันของท่าน การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถึงที่สุดแห่งทุกข์ ศาสนาพุทธมีมรรคมีผล การฝึกหัดปฏิบัติจะทำให้ทุกคนเป็นคนดี ความเป็นคนดี เวลาฝึกหัดปฏิบัติแล้วข้ามพ้นทั้งดีและชั่ว

ความดีๆ ก็ละทิ้งไว้กับโลกนี้ ความชั่วๆ ไม่ไปแตะต้องมันเลย แต่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ความเห็นของตน ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมในหัวใจของตน พาหัวใจของตนให้พ้นจากวัฏฏะการหมุนเวียนไง

แต่นี่เรายังเป็นปุถุชน เรามีหน้าที่การงานของเรา นี่เป็นคนมีบุญกุศล มีหน้าที่การงานของตน ถ้ามีหน้าที่การงานของตน มันก็มีปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิตเพื่อเลี้ยงชีพ

เลี้ยงชีพไว้ทำไม

เราพูดบ่อยมาก เพราะอะไร เพราะว่าเวลาเราบวชใหม่ๆ ไง อ่านประวัติหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น คราวที่หลวงปู่มั่นไปอยู่บ้านหนองผือ มันอัตคัดขาดแคลนไปหมด เพราะมันเป็นภาวะสงคราม สงครามโลกไง ถ้าทางนี้ก็สงครามมหาเอเชียบูรพา มันมีการรบ การข้าศึกทั้งนั้นน่ะ เวลาถ้ามันมีการรบราข้าศึกกัน สังคมไม่ปกติสุข สมณะชีพราหมณ์จะปฏิบัติอย่างไร

อยู่ในพระไตรปิฎกไง ในพระไตรปิฎก เวลาพระจำพรรษาที่ไหน ในหมู่บ้านไหนก็แล้วแต่ ถ้าหมู่บ้านนั้นเกิดภัยแล้ง หมู่บ้านนั้นมีภัยพิบัติจะย้ายบ้านไป ให้พระไปกับชุมชนนั้นได้ ไม่ขาดพรรษา นี่มันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เวลาภัยแล้ง เวลาให้พระสวดขอฝนๆ เจ้าคุณอุบาลีฯ ไปขอฝนที่เชียงใหม่ ฝนตกจนชุ่มไปหมดเลย

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าสมณะชีพราหมณ์อยู่ที่ไหน สังคมร่มเย็นเป็นสุข ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้คนได้ทำไร่ไถนา ได้ทำมาหากิน ได้ทำมาหากิน สังคมร่มเย็นเป็นสุข สมณะชีพราหมณ์มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติ

อันนี้ก็เหมือนกัน เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ในปัจจุบันนี้เราศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราศรัทธา ศรัทธาคืออะไร

ถ้ามีศรัทธา ความเป็นมนุษย์ของเราจะสมบูรณ์แบบไง เพราะเรามีศรัทธา ศรัทธามันเกิดขึ้น จะพามันไป จะพาร่างกายนี้ไป จะทำคุณงามความดีมันก็เป็นบุญกุศลกับร่างกายนี้ด้วย ถ้าเป็นทำความชั่ว มันก็พาร่างกายนี้เข้าคุกเข้าตะราง

ร่างกายนี้ จิตวิญญาณนี้มันพาไป ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ความเชื่อมันเกิดจากจิต ถ้าความเชื่อเกิดจากจิต เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิต มันรับรู้ได้ ถ้ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราทำหน้าที่การงานของเรา เรามีหน้าที่การงาของเราอยู่แล้ว แล้วเราแบ่งเวลา แบ่งเวลาไปวัดไปวาไง

ถ้าจะไปทำงาน จะเป็นผู้บริหาร มันต้องกินเวลาของเราไป ถ้ากินเวลาของเราไป สิ่งที่เรามีสติมีปัญญา เราพิจารณาของเราได้ ทำหน้าที่การงานไปถึงที่สุดนะ พอเราเกษียณ เราเลิกจากงานนั้นไป เวลาฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราทุ่มเทได้เต็มที่เลย

มีหลายคนมาก ละล้าละลังพะว้าพะวงเรื่องอย่างนี้ระหว่างโลกกับธรรม

มันมีมากในพระไตรปิฎก พระรัฐปาลๆ เพราะพ่อแม่มีลูกชายคนเดียว โอ้โฮ! เศรษฐีนะ เวลาศรัทธาพระพุทธศาสนา จะบวชไง จะบวช พ่อแม่ไม่ให้บวช ลูกชายคนเดียว ไปอ้อนวอนเพื่อนมาขอร้อง มาขอร้องว่าให้อยู่กับพ่อกับแม่ เพราะพ่อแม่มีลูกชายคนเดียว อดอาหาร อดอาหารประท้วงเสียสละชีวิตเลย

จนเพื่อนไปบอกพ่อแม่ว่า “อยากเห็นหน้าลูกไหม ถ้าอยากเห็นต้องให้บวช ถ้าไม่ให้บวช ตาย อดข้าวจนตาย”

เพราะเขาประท้วง เขาจะบวช พ่อแม่ก็ปล่อยให้บวช เพราะอยากจะเห็นหน้าลูกชาย ไม่อยากให้ลูกชายเสียชีวิตนั้นไป เวลาบวชไปแล้วไปฝึกหัดปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ กลับมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ไง พ่อแม่เอาเงินเอาทองมากองไว้เต็มเลย ปรึกษาพระลูกชาย

“สมบัติของแม่มากมายมหาศาลเลย ปรึกษาลูกว่าให้ทำอย่างไร”

ลูกบอกว่า “ใส่รถแล้วเข็นไปดัมป์ใส่แม่น้ำทิ้งไปเลย”

ไม่สนใจ เพราะอะไร เพราะเขาได้อริยทรัพย์ ได้อริยทรัพย์จากภายในของเขา

ในพระไตรปิฎกนะ กรณีอย่างนี้มากมายมหาศาล นี่พูดถึงในพระไตรปิฎก นี่พูดถึงผลของวัฏฏะ ผลของสังคม ทีนี้ย้อนกลับมาที่ตัวเรา ตัวเราอยู่ในสถานะที่จะเลือกแล้วล่ะว่าเราจะไปทางไหน เราจะเพิ่มพูนของเราหรือไม่

ฉะนั้น เวลาปรึกษาแล้วตัวเองคิดไม่ขาด คือตกลงใจไม่ได้ ปรึกษาใครก็ไม่ได้ จะมาขอพึ่งหลวงพ่อ

หลวงพ่ออยู่ในเขตวัดนะ ถ้าเป็นหลวงพ่อ ปรึกษาทางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา โลกกับธรรม ถึงที่สูงสุดคือสัจธรรม ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง

ฉะนั้น ถ้าปรึกษาหลวงพ่อ หลวงพ่อเป็นพระ หลวงพ่ออยู่ในวัด หลวงพ่อไม่อยู่ในสังคม แต่ถ้าให้วินิจฉัยในคำถาม ในคำถามว่า เราเป็นมนุษย์ไง เราอยู่ในสังคม เราอยู่กับโลก พอโลกแล้ว คนเราจะยกย่องสรรเสริญกันด้วยความรับผิดชอบ หน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ใครรับผิดชอบจริงจังมากน้อยแค่ไหน มันต้องรับผิดชอบโดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่รับผิดชอบที่ปาก

ปากล่ะ แหม! หวานเจี๊ยบเชียว วัดรับผิดชอบ ดูแลรักษา

มันไม่เคยสนใจอะไรเลย

เราจะรับผิดชอบ ไม่รับผิดชอบ มันอยู่ที่ตัวเรา

นี่เหมือนกัน ถ้าพูดถึงหน้าที่การงาน เราลงใจของเราไม่ได้

แต่ถ้าให้เราพิจารณา สิ่งที่เจริญขึ้น สิ่งที่สูงขึ้น ต้องดีกว่าสิ่งที่เป็นปกติ ปกติในฐานะเราดีอยู่แล้ว แต่ถ้ามันจะพัฒนาขึ้น มันสูงขึ้น โดยข้อเท็จจริงมันต้องดีกว่าอยู่แล้ว

ฉะนั้น คำถามไง “๑. ผมคิดไม่ตกว่าควรอยู่ที่เดิมหรือเปิดรับโอกาสใหม่ดี กลัวแต่ว่าจะทำไม่ได้ กังวลไปหมด”

ประสบการณ์ชีวิตไง เวลาคนเขารับสมัครงาน ประสบการณ์การทำงานกี่ปี ค่าชำนาญการให้เงินพิเศษอีกต่างหาก

นี่ก็เหมือนกัน ประสบการณ์ชีวิตของเรา เราทำงานมาขนาดนั้นแล้ว แล้วเราขึ้นไปรับผิดชอบหน้าที่ เราวิตกกังวลไปหมดเลย

อ้าว! มันก็เป็นการพิสูจน์ความสามารถของเรานี่ไง เราขึ้นไปแล้วเราก็ต้องบริหาร ต้องจัดการให้ถูกต้องชอบธรรมไง เราก็ทำสุดความสามารถของเราไง นี่มันเป็นโอกาส

เขาบอกว่า “จะเปิดรับโอกาสใหม่ดีหรือไม่”

มันเปิดรับโอกาสใหม่อยู่แล้ว แล้วถ้ามันจะเสียเวลาในการไปวัดไปวา

ไปวัดไปวา สิ่งที่ว่าวัด อยู่ที่ไหนมันก็เป็นวัด ถ้าจิตใจมันมีข้อวัตรของมัน

นี่ก็เหมือนกัน เราทำหน้าที่การงานของเราแล้วมันพิสูจน์เลยว่า โอ้โฮ! ความรับผิดชอบน่าดูเลย พอทำงานเสร็จแล้ว เราทำงาน เรามีโอกาสของเรา พอมีโอกาส เราก็วัดใจของเราได้อยู่แล้ว

ไปวัดไปวามันก็ไปได้ สิ่งที่ไปได้ แล้ววัด เราจะต้องไปแสวงหาวัดไง แต่ถ้าเรามีข้อวัตรในหัวใจของตน อยู่ที่ไหนมันก็เป็นวัด มีเวลาว่าง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ที่ไหนก็ได้ แล้วถ้ามันทำได้ของมัน มันได้ทั้งทางโลกและทางธรรม

ไอ้นี่ทางโลกก็ว่าอยากจะไป ไปแล้วจะทำได้ไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่งไง แล้วทางธรรมๆ ทางธรรมจะทำได้มากน้อยขนาดไหน

นี่เหมือนกัน เราเห็นด้วย เห็นด้วยกับความเจริญดีขึ้น ความเจริญของคน หน้าที่การงานพัฒนาสูงขึ้น เราเห็นด้วย

แล้ววิตกกังวลว่าจะทำได้หรือไม่

ก็ความสามารถของเรา วัดกันที่ความสามารถของเรา หน้าที่การงานของเรา เรามีสติปัญญา ภาษาเราเลย เวลามันมีอะไรที่เกิดขึ้น เราตัดสินใจในปัจจุบันนั้น เราทำได้ทั้งนั้นน่ะ แล้วเราทำได้ทั้งนั้นเพราะอะไร เพราะมันเป็นอำนาจของเรา

ถ้าเรารับว่าเราจะทำงานในฐานะนั้น มันเป็นอำนาจของเรา เราก็ต้องตัดสินใจของเราเป็นความถูกต้องชอบธรรมของเรา แล้วผลของมันก็อยู่ที่ว่าตัดสินใจถูกหรือผิด แล้วผลมันออกมา ไปวิตกกังวลอะไร ก็งานไง ก็งาน ทำงาน ทำงานก็หน้าที่การงาน ทำงานถ้าตัดสินใจถูกต้องชอบธรรมแล้วจบ แล้วถ้ามันออกมาดี ดีก็เป็นผลงานของตน ดีก็เป็นการตัดสินใจของตนที่ถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันออกมาผิดพลาด ผิดพลาดก็แก้ไข ผิดพลาดก็ เออ! เราตัดสินใจผิดโดยเหตุผลสิ่งใด แล้วเราแก้ไขของเราไป

ทุกคนต้องไปเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ ทุกคนต้องไปเผชิญกับวิกฤติที่เราจะเผชิญของใคร เวรกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ถ้าเราเผชิญสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นบุญกุศลของตน ถ้าตัดสินใจไปแล้วมันผิดพลาด ผิดพลาดเราก็แก้ไขของเรา เราพัฒนาของเรา เราต้องการพัฒนาทั้งความสามารถของเรา และตำแหน่งหน้าที่การงาน และสิ่งที่บริษัทที่เรารับผิดชอบ จบ

“๒. หากไปที่ใหม่ เวลาว่างจะลดลง การจะมาวัดปฏิบัติธรรมก็ลดลง เหมือนเอาเรื่องทางโลกมาแลกกับการประพฤติปฏิบัติธรรม”

เวลาเหรียญมันมีสองด้าน เหรียญมีหัวและมีก้อย ไอ้นี่เวลาทำงานก็มีโลกกับมีธรรม แล้วจิตใจเราเอียงไปทางโลกหรือทางธรรมล่ะ

ถ้าเราไม่เอียงไปทางไหนเลย เราทำสิ่งใดก็ได้

เวลาจะตัดสินใจสิ่งใดแล้ว สิ่งนี้มันเป็นความละล้าละลังไง ให้เราตัดสินใจไม่ได้เลย แล้วเวลาทางกระแสสังคม ทางโลก หรือกระแสสังคมของชาวพุทธไง

ธรรมต้องเหนือโลก แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ธรรมเหนือวัฏฏะ ธรรมเหนือโลก เหนือทุกๆ อย่าง แต่ท่านประพฤติปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุดแห่งธรรม เหนือ มันเหนือโดยธรรมชาติ

หลวงตาพระมหาบัว โครงการช่วยชาติฯ น่ะ จะมีคนมาปองร้ายๆ ไง ท่านบอกว่า ถ้าเอามีดมาตัดคอ มันก็แค่เหล็กผ่านกระดูกไปเท่านั้นน่ะ

มันเข้าไม่ถึงใจไง เหนือไง มันเหนืออย่างนี้ไง เหนือจนโลกหาไม่ได้ หาไม่เจอ หาร่องรอยไม่ได้ นั่นเป็นธรรมที่เหนือโลก

แต่ของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติธรรมๆ นี่ไง อะไรเป็นธรรม อะไรเป็นโลก

แล้วบอกว่ามันเหมือนกับการเป็นแลกเอา

เวลากิเลสมันยื่นเงื่อนไขมาไง เวลายื่นเงื่อนไขมา ธรรมมันต้องเหนือโลกอยู่แล้ว แล้วนี่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา จริงตามสมมุตินี่โลก แล้วเราทำหน้าที่การงานทางโลกก็ทำหน้าที่ทางโลกให้มันถึงที่สุดทางโลก ถ้าโลกมีโอกาสได้กระทำ เราก็ทำ

แต่มันเอาธรรมะมาแล้ว ระหว่างธรรมกับโลกเอาอะไรมาแลกกัน ละล้าละลังเลยนะ เราอยากได้ธรรม แล้วภาระหน้าที่ทางโลกล่ะ

ถ้าภาระหน้าที่ทางโลกถ้ามันมีนะ เราทำถึงที่สุดเลย ถึงที่สุดแล้วเวลาเกษียณหมดหน้าที่ เราก็ปฏิบัติธรรมได้อยู่แล้ว แต่นี่เราอยู่ระหว่างกลาง

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา คือมัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ไอ้นี่มันระหว่างตัดสินใจว่าจะไปทางโลกหรือทางธรรม เพราะใจเรายังไม่เป็นธรรมไง ใจเราเป็นโลกไง แล้วมันก็ละล้าละลังไง ฉะนั้น ละล้าละลังมันอยู่ที่ในปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่

ตัดสินใจ เพราะว่าเราตัดสินใจของเราเอง

แต่นี่เป็นคำถามไง “ผมตัดสินใจไม่ได้ อยากจะปรึกษาหลวงพ่อ ให้หลวงพ่อแสดงความคิดเห็นว่าเป็นโลกหรือเป็นธรรม”

เหรียญมีสองด้าน มีโลกกับธรรม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง จริงตามสมมุติ จริงๆ ตามสมมุติ ในทางโลก ในทางโลกเวลาเกิด แจ้งเกิดกรมการปกครอง เวลาตาย มรณบัตร แจ้งตาย ยกเลิก หมด ไม่มีร่องรอย จะทำอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นดีหรือชั่ว สิ้นชีวิตแล้วยกหมด จบ เห็นไหม เวลาคนที่มีคดีความ มีข้อพิพาทขึ้นศาล ถ้าสิ้นชีวิต ยกหมด มันหมดไง

แต่นี่ของเรามันไม่ มันจริงตามสมมุติ นี่พูดถึงสมมุติถึงทางโลก แล้วหน้าที่การงานเราก็ทำของเราไป

นี่เพียงแต่ว่าจะปรึกษาหลวงพ่อไง

เราเห็นแก่ความเจริญ ทุกอย่างมันต้องมีการพัฒนา ทุกอย่างต้องเจริญขึ้น แม้แต่การฝึกหัดปฏิบัติ การฝึกหัดปฏิบัติพัฒนา ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันเป็นไปได้จริงนะ ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลคือความปกติของใจ นี่ไง ความปกติของใจ ถ้ามีศีลมีธรรม ศีลความมั่นคง ตัดสินใจได้ถูกต้องชอบธรรม คนมีศีลจะเข้าสังคมไหนก็ได้ จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่กลัวอะไรเลย เพราะเราไม่มีบาดแผล ไม่มีความผิด

ศีล ศีลคือความมั่นคง ถ้ามันมั่นคง ศีล สมาธิ สมาธิคือความปกติของใจ ถ้าทำความสงบได้

นี่มันไม่สงบไง ละล้าละลังๆ เราก็ฝึกหัดปฏิบัติเป็นแนวทาง ปฏิบัติไปเป็นจริตนิสัย ได้

แล้วถ้ามันเป็นธรรมล่ะ

นี่ไง ระหว่างโลกกับธรรมๆ ทีนี้โลกกับธรรมระหว่างกึ่งกลาง เวลามันอ้างขึ้นมา เราตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย ตัดสินใจไม่ถูกเลย

ถ้าตัดสินใจถูก ในปัจจุบันนี้เรายังเป็นโลกอยู่ เรามีหน้าที่รับผิดชอบ เราต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด แล้วถ้าจะปฏิบัติธรรมให้มันข้อเท็จจริงนั้น ถึงเวลามันเป็นไปได้

อย่า อย่าเอามาอ้างตอนนี้ไง “ไอ้นั่นจะเป็นธรรม เราจะเป็นธรรม” มันก็เลยกลายเป็นอุเบกขาไง กลางๆ ไง กั๊กไว้หมดเลย โลกก็ไม่ไป ธรรมก็ไม่ได้ ไม่ได้อะไรสักอย่างเลย

ไปให้ถึงที่สุด ถ้าจะรับหน้าที่ รับไปเลย แล้วทำให้เราถูกต้องชอบธรรม ถ้าสมบูรณ์แบบ สาธุ จบ ถ้าไม่สมบูรณ์แบบ มันผิดพลาด แก้ไข แล้วถึงเวลาแล้วถ้าจะปฏิบัติธรรม เราค่อยมาทำตอนนั้น

ไม่เอาธรรมมาปิดกั้น ไม่เอาธรรมมาเป็นตัวตัดสิน

จะทำอะไรแล้วว่า “ถ้ามันเป็นธรรมแล้วง่อยเปลี้ยเสียขา จะทำอะไรไม่ได้เลย จะต้องเป็นธรรม”

ธรรมอะไร ธรรมก็ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมก็จิตที่มั่นคง ศีลมั่นคง ตัดสินใจได้ถูกต้อง ถ้ามันสงบระงับมันก็เป็นคุณงามความดีของเรา ถ้าทำหน้าที่การงานก็ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบของเรา

นี่เป็นสมาธิ ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา เป็นธรรม ตอนนั้นมันถึงจะเป็นธรรม

ไอ้นี่เอามาคลุกเคล้ากัน แล้วก็เลยเดินไม่ถูกเลยว่าโลกหรือธรรม

ตอนนี้เป็นโลก ตอนนี้โยมเป็นฆราวาส โยมทำหน้าที่การงานอยู่ เป็นโลก ทำเรื่องโลกให้ถึงที่สุด แล้วถ้าจะมาปฏิบัติธรรม จะปฏิบัติธรรม ถึงเป็นธรรมตอนนั้น ไม่ใช่เอาโลกกับธรรมมาเป็นเครื่องแบ่งแยกแล้วให้เราสับสน

โลกคือโลก ธรรมคือธรรม แต่มันอยู่ที่หัวใจของเรา เพราะเหรียญมีสองด้าน มีทั้งโลกและธรรม แล้วทำให้ถึงที่สุดก่อน อย่าให้มันเป็นนิวรณธรรม ๕ ไง ลูบๆ คลำๆ ไง ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันไง นิวรณธรรม ๕ ลังเลสงสัย วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ลูบๆ คลำๆ แล้วก็เดินหน้าไม่ถูกต้อง

วางให้หมด แล้วทำให้ถึงที่สุดตามความรับผิดชอบของตน จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๕๔. เรื่อง “กิเลสและเวลากร่อนใจคน”

วันนี้ไม่มีคำถามภาวนา แต่อยากทราบข้อแนะนำขัดเกลากิเลสปัจจุบันธรรม สุญญาคาร ความดับของสังขารครับ ความดับของสังขารกับสภาวะที่เหมือนธรรมปรากฏ แล้วไม่มีสิ่งใดปรุงแต่งได้เอง ดูอารมณ์ความพึงใจ ไม่พึงใจทางโลกว่าไม่ควรข้อง พยายามตัดสิ่งกังวล อาลัย แยกความอยากที่จริงกับที่แฝงมา ไม่ทำตามใจบ้าง เป็นฆราวาสที่ไม่ดี นอนกับกิเลส ตื่นมากับกิเลส แต่ก็มีเป้าหมายว่าทางเหลือไม่ไกล ยิ่งเห็นกิเลสก็ยิ่งเสียดแทงใจ ร้องไห้โฮบ้าง อยากขอกำลังใจ

ตอบ : ไอ้นี่คำถามเนาะ “กิเลสและเวลากร่อนใจคน”

ไอ้นี่คือนักปฏิบัติ เวลาปฏิบัติแล้วเขาสุญญาคาร ความดับของสังขาร

ไอ้นี่มันเป็นจินตมยปัญญา มันเป็นจินตนาการไปทั้งสิ้น ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ เวลาข้อเท็จจริงที่ผู้ฝึกหัดปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน พอใจสงบระงับ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้ามันจะพิจารณาจริงๆ สุญญาคารมันดับมันเกิดอะไร นั่นเป็นกรณีหนึ่ง

ไอ้นี่เราปฏิบัติไปโดยสัญญาอารมณ์ของตน แล้วไปรู้ไปเห็นกิเลส แบบว่านั่งร้องไห้ เสียกำลังใจ กิเลสมันกัดกร่อนใจตนน่ะ

มันก็เป็นกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมไง ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นมันก็เป็นสัญญาอารมณ์ทางโลก ถ้ามันมีสติมีปัญญานะ ก็เริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เอาจริงเอาจังของตนให้มันสงบเข้ามา ถ้าสงบเข้ามาแล้วมันตัดสินใจได้หมดเลย

ไอ้ที่ถามๆ มานี่ ไอ้ที่ว่าปัจจุบันเป็นสุญญาคารคือมันเห็นสังขารไง มันเห็นความคิดของตนไง พอไปเห็นความคิดของตน แล้วว่าสิ่งนั้นมันเป็นกิเลส แล้วแก้ไขอะไรมันไม่ได้ แล้วก็มีแต่ความทุกข์ใจ แล้วว่าเวลาฝึกหัดปฏิบัติไปมีความหวังไง ระยะเหลืออีกไม่ไกล

ไม่ไกลแค่ไหนล่ะ ไม่ไกลอะไรล่ะ

นี่เวลามันหลงใหลไป มันก็หลงใหลไปแต่อารมณ์ความรู้สึกของตนไง

แต่ถ้าปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ ตั้งสติไว้ ทำความสงบของใจให้ได้ ถ้าวันไหนใจมันสงบนะ มันสดชื่นแจ่มใส มันมีกำลัง คนเราสดชื่นแจ่มใสและมีกำลัง มันวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด

นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง “ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน”

ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจสงบระงับแล้วมันตัดสินใจได้ มันเห็นได้ชัดเจนเลยว่าอะไรควรและไม่ควร แล้วถ้ามันควรหรือไม่ควร

ไอ้นี่บอกว่า เวลามันสุญญาคาร เวลามันดับสนิท มันแยกออกจากความคิด แล้วมันเห็นกิเลส มันเสียใจ

มันทำอะไรไม่ได้ วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นไปตามกระแสสังคมทางโลก

ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ เวลาครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติเป็นจริตเป็นนิสัย ให้เป็นจริตเป็นนิสัยของตนว่ามันมีโอกาสประพฤติปฏิบัติ แล้วถ้ามีโอกาสประพฤติปฏิบัติแล้ว ถ้ามันทำความสงบของใจได้ ถ้าใจมันมีกำลังของมัน มันตัดสินใจได้ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ อะไรควรและอะไรไม่ควร ถ้าอะไรควร อะไรไม่ควรแล้ว ถึงเวลาแล้วมันย่อมแก้ไขตัวเองได้

ถ้ามันแก้ไขตัวเองไม่ได้ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เวลาไปอยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ให้มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ รักษาใจของตนให้ได้ ถ้ารักษาใจของตนได้มันเจริญงอกงามขึ้นมา ใจดวงนั้นจะพัฒนาของมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ไม่ต้องมานั่งเสียใจ

มานั่งเสียใจ มาร้องไห้ มันเหมือนกับสังคมโลก เป็นทางโลกเลย ปลอบประโลมกัน เวลาทุกข์เวลายากขึ้นมาปลอบประโลมกัน มันก็ได้แค่คำปลอบประโลมจากภายนอก

แต่ถ้าเป็นอำนาจวาสนานะ มันตั้งใจของมัน ข้างนอกจะทุกข์ขนาดไหน เรื่องภายนอก เวลาครูบาอาจารย์เราท่านออกวิเวก มันเป็นการวัดบารมีของคนนะ ครูบาอาจารย์บางองค์ที่ดีงามมีคนค้ำชูดูแล

ถ้าไม่มีใครค้ำชูดูแล มันไปทุกข์ยากอะไร มันไม่เห็นทุกข์ยากอะไรเลย มันทุกข์อย่างนี้เพราะจิตไม่สงบ ที่มันทุกข์ๆ จิตมันฟุ้งซ่าน ที่มันทุกข์ๆ อยู่นี่เพราะความคิดจากภายนอกทั้งนั้นน่ะ

แล้วเวลาคำถามไง มันเป็นความคิดจากภายนอกทั้งนั้นน่ะ แล้วเราก็ว่าเป็นสมบัติของเราไง แล้วว่าเป็นสมบัติของเรา เราก็มานั่งร้องไห้ของเราอยู่นี่ไง

เขาบอก เห็นไหม เวลาเห็นกิเลสแล้วมันเสียดแทงตน ร้องไห้โฮ มันทุกข์มันยาก

ร้องไห้โฮ มันทุกข์มันยาก มันก็ทุกข์ต่อไป ร้องไห้โฮ ถ้ามันทุกข์มันยาก นั่นคือกิเลส

เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ แก่นของกิเลส กิเลสนี้ร้ายนัก แล้วมันเป็นนามธรรม นามธรรมอยู่กับนามธรรมไง นามธรรมอยู่กับพุทธะ อยู่กับผู้รู้ อยู่กับจิตวิญญาณไง แต่มันไม่มีความสงบระงับ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานก็เหมือนคนที่มีกำลัง คนที่มีกำลังยกสิ่งใดก็ได้ คนที่มีกำลังตัดสินใจอะไรก็ได้ คนไม่มีกำลังมันก็ไหลไปตามกับกิเลสที่มันพลิกมันแพลงนั่นแหละ แล้วก็ก้ำๆ กึ่งๆ ไง ไอ้นั่นเป็นกิเลส ไอ้นี่เป็นกิเลส แล้วก็นั่งเสียใจ นั่งทุกข์ใจ เหมือนกับนักปฏิบัติน่ะ สุมหัวกัน แล้วก็ปรับทุกข์กัน แล้วก็ทุกข์อยู่นั่นน่ะ

แต่ถ้าเป็นกรรมฐาน ครูบาอาจารย์เรานะ แยกออกหมด กายวิเวก จิตวิเวก

แล้วถ้ามันวิเวก เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เหมือนผู้ถาม เวลามันเข้าไปเห็นไง มันเกิด มันดับ มันแยกหัวใจ แยกกิเลส แล้วก็นั่งร้องไห้โฮ

ก็ร้องไห้โฮอยู่นั่นน่ะ เพราะใจมันอ่อนแอ

เวลาแยกออกจากกันหมดเลย แล้วไปปฏิบัติคนเดียว เวลาเจอสิ่งใดนะ ตั้งสติให้ดีๆ แล้วพิจารณาของมันให้ได้ แล้วถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้วมันต้องแก้ไขที่นี่

ฉะนั้นจะบอกว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้น วางให้หมด กิเลสมันจะกัดกร่อนใจอย่างไร มันกัดกร่อนอยู่แล้ว คนที่ไม่เชื่อในพระพุทธศาสนามากมายมหาศาล

หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง คนไม่มีอำนาจวาสนาไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาไม่เคารพรูป เคารพใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เคารพวัฏฏะ เทวดา อินทร์ พรหมต่างๆ ไร้สาระ เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น แล้วเวลาจิตมันเป็นพุทโธๆ เคารพตัวเอง เคารพพุทธะ เคารพจิตของตัวเอง แล้วถ้าจิตของตัวเองทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจมีกำลังแล้วนะ มันตัดสินใจได้หมดเลย

ไอ้นี่มันสังเวชไง เห็นกิเลสมันเสียดแทงใจตัว นั่งร้องไห้โฮๆ เลย

มันเหมือนสังคมทั่วไป เวลาเขาแจ้งไง คนเสพยาไง ให้จับไปบำบัดไง บำบัดกลับมาแล้วมันก็เสพต่อ คนติดยา ติดยาจนหลอน

นี่ก็เหมือนกัน ร้องไห้โฮๆ เลยล่ะ

ใครช่วยใครล่ะ ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็ง จิตใจไม่ไปแตะไปต้อง ยาเสพติดมันอยู่ข้างนอก

ไอ้นี่บอกว่าติดยาเสพติด จะบำบัดยาเสพติด ออกมามันก็ไปหยิบยาเสพติดมาเสพต่อ

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เห็นกิเลสๆ ร้องไห้โฮๆ เลย แล้วให้กิเลสเหยียบหัวต่อไป

ถ้ามันเป็นจริงนะ เรากลับมาพุทโธของเรา ทำจิตใจของเราให้เข้มแข็ง ยาเสพติดอยู่ข้างนอก มือไม่ไปจับมา มือไม่ประกอบเสพ มันเสพเข้าไปไม่ได้หรอก มือน่ะไปเอายาเสพติดมา แล้วก็ประกอบเสพเข้าไปในร่างกายของตน แล้วก็ติดยาเสพติด

นี่ก็เหมือนกัน เห็นกิเลสๆ ร้องไห้โฮๆ เลยนะ เห็นกิเลส กิเลสขาดหมดเลยนะ

เตลิดเปิดเปิงบ้าบอคอแตก

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า “ปฏิบัติพอเป็นพิธี”

เอาพิธีกรรมในพระพุทธศาสนามาอวดมาอ้าง เอาพิธีกรรมในศาสนามาหาคนเชื่อถือศรัทธา แล้วก็ทำแค่พิธีอย่างนั้นน่ะ

นี่เหมือนกัน เห็นกิเลสร้องไห้โฮๆ

จบหมดน่ะ ไม่ต้องมาทำอะไรทั้งสิ้น หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ทำจิตใจของตนให้เข้มแข็ง ไม่วอแว ไม่ไปยอมจำนนกับกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากใคร่ได้ดีต่างๆ เป็นเรื่องของมันทั้งสิ้น

ทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับแล้วนะ คำถามจบ ถ้ามันรู้มันเห็นตามความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีอะไรตกค้างในใจ

ไอ้นี่ละล้าละลังๆ เห็นกิเลส รู้กิเลส ร้องไห้กับกิเลส กิเลสหลอกอยู่อย่างนี้ แล้วก็ถามคนบ้า ไอ้หงบนี่บ้าตอบปัญหา จบ เอวัง